การลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล กับ ปัญหาการบันทึกบัญชีของสหกรณ์
โพสต์เมื่อ : 7 พ.ย 2565 เวลา 0:21 น.
ปัจจุบันเรื่องการลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) ได้รับความนิยมจากบรรดาสหกรณ์เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์จะนิยมการออมเงินในรูปของการถือหุ้นหรือฝากเงินรายเดือนกับสหกรณ์ ส่งผลให้เงินไหลเข้าสหกรณ์สม่ำเสมอและเป็นจำนวนมากทุกเดือน แต่การให้สินเชื่อกลับมีข้อจำกัดมากขึ้น เหตุผลเพราะหลายๆสหกรณ์ต่างปรับตัวรอกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ จึงมีการกำหนดระเบียบหรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้สินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้เงินออมเหล่านั้นไหลเข้ามานอนแน่นิ่งเป็นเงินส่วนเกินอยู่ในระบบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท ผู้บริหารสหกรณ์ที่เงินเหลือมากๆ จึงต้องหาแหล่งระบายเงินและหาผลตอบแทนให้กับเงิน การใช้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมาบริหารเงินให้ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง โดยบริหารในรูปแบบกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) ทำการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในกรอบของคำสั่งหรือตามสัญญารับบริหารที่ตกลงกัน ซึ่งก็สร้างผลตอบแทนให้กับสหกรณ์ได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนในเรื่องการบัญชีของสหกรณ์ซึ่งตามกฎหมาย สหกรณ์จะมีหลักการบัญชีที่แตกต่างจากกิจการทั่วไป เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี โดยใช้ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีเป็นมาตรฐานการบัญชี (ปัจจุบันคือฉบับปี 2563) สหกรณ์จะไม่ใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินไม่ว่าชุดเล็กหรือชุดใหญ่ใดๆ เว้นแต่ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯ จะกำหนดให้ใช้ได้ แต่ปัจจุบันระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีสหกรณ์ฯ ยังไม่มีกำหนดเรื่องหลักการบัญชีเกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งก็สร้างความยุ่งยากให้การจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ไม่น้อย เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ก็ไม่ใช่นักบัญชีสหกรณ์จะไม่มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเสียทีเดียว ด้วยมีการทำธุรกรรมลักษณะนี้มานาน แม้จะไม่มีระเบียบนายทะเบียน แต่เมื่อธุรกิจจำต้องเดินหน้าต่อ ปัจจุบันระบบสหกรณ์จึงมีหลักการที่ยอมรับกันโดยทั่วไปสำหรับวิธีการจัดทำบัญชีและการนำเสนองบการเงินเกี่ยวกับการลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล โดยแยกเป็น 3 แนวทาง มีข้อดีข้อเสียดังนี้
1.วิธี COST วิธีนี้ข้อดีคือไม่ต้องสนใจรายการในงบการเงินของ Private fund ถูกผิดไม่สนใจ บันทึกราคาทุนที่ลงไปครั้งแรกอย่างเดียว ข้อเสียคืองบการเงินของสหกรณ์ไม่สะท้อนมูลค่าเงินลงทุนที่อาจได้รับคืน เพราะจริงๆแล้ว การลงทุนไม่ได้มีกำไรอย่างเดียวกองทุนฯ อาจขาดมีผลขาดทุนจากการซื้อ-ขาย และมีผลขาดทุนทุนสะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อมูลค่าที่จะจ่ายคืนแก่สหกรณ์ แต่เมื่อวิธีนี้บันทึกมูลค่าเงินลงทุนเดิมตั้งแต่ครั้งแรกจึงมีข้อจำกัดและเป็นข้อจำกัดที่มีผลต่อการเลือกใช้งานมาก ปัจจุบันจากประสบการณ์ผม แทบไม่พบการบันทึกวิธีนี้ในระบบสหกรณ์แล้ว
2.วิธีทำงบการเงินรวม คล้ายกับหลักการ Consolidation งบการเงิน กล่าวคือ สหกรณ์จะนำตัวเลขรายการแต่ละรายการในงบการเงินของ Private fund มารวมกับรายการและตัวเลขในงบการเงินของสหกรณ์ ข้อดีคือ งบการเงินของสหกรณ์ดูเหมือนจะแสดงรายการและยอดคงเหลือ รวมถึงส่วนได้เสียจากการลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลตามรายการที่แท้จริงในงบการเงินของ Private fund และเป็นปัจจุบัน แต่ข้อเสียหรือข้อจำกัดคือ Private fund จัดทำบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน (TFRS) ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ นอกจากนี้ งบการเงินของกองทุนส่วนบุคคลจะไม่มีรายงานของผู้สอบบัญชี ในขณะที่งบการเงินของสหกรณ์มีการสอบบัญชีตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ ดังนั้น หากใช้วิธีนี้ งบการเงินรวมของสหกรณ์ก็จะมีความแปลกประหลาด เป็นงบการเงินที่มีตัวเลขมาจาก 2 แหล่ง ซึ่งใช้มาตรฐานการบัญชีแตกต่างกัน แต่มีการสอบบัญชีเพียงส่วนที่เป็นงบการเงินของสหกรณ์ จึงไม่น่าจะนำรายการและตัวเลขในงบการเงินมารวมกันได้ วิธีนี้จึงน่าจะไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงเช่นกัน
3.วิธี NAV (Net Asset Value) วิธีนี้ผมเห็นว่าดีที่สุด เพราะสหกรณ์จะแสดงมูลค่าเงินลงทุนตามส่วนได้เสียของตนที่ปรากฎในงบการเงินของกองทุน ซึ่งมีความแน่นอน เนื่องจากเมื่อมีการรายงานทางการเงินไม่ว่าอย่างไร กองทุนจะผูกพันที่จะจ่ายเงินคืนสหกรณ์ตามจำนวนที่แสดงในส่วนของเจ้าของตามงบการเงิน (สินทรัพย์-หนี้สิน) โดยสหกรณ์จะบันทึกส่วนต่างระหว่างเงินลงทุนครั้งแรกกับส่วนได้เสีย ณ วันสิ้นปี (NAV) ไว้ในบัญชีค่าเผื่อการปรับมูลค่าเงินลงทุนและบัญชีกำไร(ขาดทุน)ที่ัยังไม่เกิดขึ้น แต่ข้อควรระวัง คือ มีบางกรณีที่ในระหว่างปี กองทุนส่วนบุคคลโอนเงินมาคืนสหกรณ์(เป็นการลดทุน) แต่สหกรณ์บันทึกเป็นรายได้และโอนเข้า PL ไป ส่วนฝั่งกองทุนก็ทำการลดส่วนของเจ้าของ(ลดเงินทุนของสหกรณ์) จึงก่อให้เกิดผลความแตกต่างระหว่างราคาทุนครั้งแรกกับ NAV โดยที่ไม่ได้เกิดจากการขาดทุนจากการดำเนินงานของกองทุน แต่เกิดจากสหกรณ์นำเงินทุนของตัวเองมาเป็นรายได้ตอนที่รับโอนเงิน จึงทำให้บัญชีกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นในงบการเงินคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งผมมักจะพบเสมอๆ อันนี้ก็ต้องระมัดระวัง แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมมองว่าวิธีนี้เหมาะกับสหกรณ์ที่สุดครับ
สิรวิชญ์ ไพศาสตร์
1/11/2565


(200×200px)z-z902097361789.png)